Editorial:
ติดต่อลงเรื่องราว บริการของคุณผ่าน Bright Lives กรุณาส่งอีเมล์มาที่ ทีมงานจะติดต่อกลับ ท่านอีกครั้ง |
|
|
|
| คำเกี่ยวข้องที่ใช้ค้นหา: ปวดท้อง ประจำเดือน เมนส์ รอบเดือน ผู้หญิง |
หากได้ยินคำว่า “มนุษย์เมนส์ หรือวันแดงเดือด” แล้วละก็ คุณผู้ชายทั้งหลาย ก็คงร้องอ๋อไปตามๆ กัน บางคนอาจทำหน้า หวาดกลัว เมื่อนึกถึงความร้ายกาจ และไร้เหตุผลของผู้หญิง ส่วนบางคนอาจ อดที่จะอมยิ้ม กับพฤติกรรมแปลกๆ ของผู้หญิงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ นอกจาก จะทำให้คุณผู้หญิง ทั้งหลาย รู้วิธีรับมือ กับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา เพื่อทดสอบความอดทน ของผู้หญิงแล้ว ยังทำให้ผู้ชายเข้าใจ ผู้หญิงมากขึ้น รู้วิธีดูแลพวกเธอ และที่สำคัญ คือ เรียนรู้ ที่จะอยู่กับ มนุษย์เมนส์ อย่างมีความสุข และปลอดภัยอีกด้วย
ในทางการแพทย์ เรียกอาการกลุ่มนี้ว่า พรีเมนสทรูอัล ซินโดรม (premenstrual syndrome) หรือ พีเอ็มเอส (PMS) แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า อาการก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเมื่อใกล้มีรอบเดือน ผู้หญิงกว่า 80% ทั่วโลกมักเกิดความไม่สบาย ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ หลายคนต้องสูญเสียสัมพันธภาพกับคนรัก บางคนตัดสินใจด้านธุรกิจผิดพลาดไปในช่วงนี้
Premenstrual Syndrome คือ อาการปวดเกร็ง อย่างผิดปกติของมดลูก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบ และ พบว่าการหดตัว อย่างผิดปกตินี้ มีความสัมพันธ์ กับปริมาณของ Calcium ที่ผิดปกติ ก่อนมีประจำเดือน ราวสองสัปดาห์ ผู้หญิงส่วนใหญ่ ซึ่งอาจมากถึงร้อยละ 90 จะมีอาการไม่สบายทั้งทางร่างกาย และทางอารมณ์ ซึ่งจะหายไป หลังจากประจำเดือนมาได้ 2-3 วัน
อาการในกลุ่มนี้มีตั้งแต่อาการเบาๆ เช่น อารมณ์หงุดหงิด ขี้โมโห ปวดศีรษะ ปวด ซึ่ง ในระดับที่มีความรุนแรงมากๆจะ เรียกว่า PMDD หรือ (Premenstrual Dysphoric Disorder) ซึ่งจะส่งผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเข้าร่วมกิจกรรม ทางสังคม ตลอดจนประสิทธิภาพ ในการทำงาน เพราะในกลุ่มผู้ที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้ อาจคิดฆ่าตัวตาย หรือไม่สามารถ อยู่ร่วมกับคน ในสังคมได้เลย วิธีเดียวที่จะบรรเทาอาการได้ คือการกินยา ต้านอาการซึมเศร้า ซึ่งยับยั้งการลดลง ของสารเซโรโทนินโดยเฉพาะ ซึ่งแพทย์ไม่แน่ใจว่าอะไร คือสาเหตุของโรค PMDD แต่ทฤษฎีที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด คือสมองของผู้หญิงบางคน จะไวเป็นพิเศษ ต่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง
ในช่วงก่อนมีประจำเดือนสาวๆ หลายคนมักมีอาการหงุดหงิด งุ่นง่าน อารมณ์เสีย บางคนถึงขั้นสติแตก กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ขาดสมาธิ ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ปวดท้อง ปวดศีรษะ เจ็บคัดหน้าอก เหนื่อยล้า อยากอาหารบางอย่าง เป็นพิเศษ
นอกจากนี้ยังพบว่าสาวๆ บางคน จะรู้สึกมีอารมณ์ทางเพศได้ง่ายกว่าปกติ ในช่วงก่อน หรือหลังการมีประจำเดือน ซึ่งเกิดจากในช่วงนั้นระดับฮอร์โมน (เทสโทสเตอโรน) สูงสุดนั่นเอง
โดยอาการก่อนมีรอบเดือนพบได้หลากหลายกว่า 150 ชนิด แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้
เจ้าน้ำตา
จะมีลักษณะอาการ หดหู่ ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ ตัดสินใจอะไรยาก สับสน และหลงลืมบ่อย ๆ นอนไม่พอ เหนื่อยง่าย รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อน
วิธีบำบัด คือ ดูแลโภชนาการให้ดี บริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำให้มากขึ้น เพราะ เกลือ และไขมันที่สูง จะไปเพิ่มระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ นอกจากนี้ควรหาเวลางีบ เมื่อรู้สึกเหนื่อย ทำสมาธิหรือเล่นโยคะ บริโภคแร่ธาตุจำพวกสังกะสี (Zinc) ให้มากขึ้น เนื่องจากสังกะสี จะช่วยลดอาการเศร้า และหดหู่ได้
ขี้โมโห
จะมีลักษณะอาการ หมดความอดกลั้น จนระเบิดอารมณ์บ่อย ๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์แปรปรวนจนตามไม่ทัน วิตกกังวลกว่าปกติที่เคยเป็น หุนหัน ทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดบ่อย ๆ รู้สึกสูญเสียโดยไม่มีสาเหตุ
วิธีบำบัด คือ ให้บริโภคอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น อาการนี้เกิดขึ้น เพราะขาดน้ำตาลในเลือด ทำให้หงุดหงิดง่าย การออกกำลังกาย เช่น การเดิน หรือ การปั่นจักรยาน จะช่วยให้ร่างกายปล่อยเอ็นดอร์ฟิน ทำให้อารมณ์ดีขึ้น รวมทั้งควรบริโภควิตามินบี 6 และอย่าลืมบอกกล่าวคนใกล้ตัวด้วย เขาจะได้พร้อมที่จะให้อภัย
ท้องอืด
คือ รู้สึกว่าเต้านมบวม และนุ่มกว่าเดิม เหมือนเนื้อเหลว เช่นเดียวกับ หน้าท้อง บางรายอาจมีอาการเต้านมคัด ตึง น้ำหนักขึ้น มือเท้าบวมจนสังเกตได้ มีอาการบวมน้ำตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หน้าท้องป่องออกมากกว่าปกติ
วิธีบำบัด คือ ควรลดการบริโภคเกลือลง ออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที เพื่อผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ และขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย อาหารที่มีโปรตีน และไฟเบอร์สูง จะช่วยให้หน้าอกกระชับขึ้น เช่นเดียวกับ วิตามินบี 6 และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ที่ช่วยแก้ปัญหา หน้าอกนุ่มเหลวได้ แต่ก่อนบริโภคน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ต้องแน่ใจก่อนนะคะ ว่าคุณไม่มีก้อนเนื้อผิดปกติ อยู่ภายในร่างกาย เพราะน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส จะกระตุ้นให้ก้อนเนื้อ มีขนาดโตขึ้นได้ และหากมีอาการท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย ควรงดการดื่มกาแฟ และแอลกอฮอล์ ก่อนมีรอบเดือน ไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์
รู้สึกไม่มีแรง
ลักษณะอาการ คือ ไม่มีแรง ใจสั่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร่างกายเจ็บปวดบ่อย โดยไม่มีสาเหตุ ขาดความกระตือรือร้น ทางเพศ มีปัญหาเกี่ยวกับผิว ในช่วงที่มีรอบเดือน เช่น สิว ฝ้า ปวดศีรษะ ปวดหลัง ซึ่งการที่ผิวมีปัญหา ร่างกายเจ็บปวด หรือเป็นตะคริว เกิดจากการผันแปรของฮอร์โมนเพศ
วิธีบำบัด ควรงดอาหารหวานจัด แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารกระตุ้นทุกชนิด ควรเดินออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที รวมทั้งบริโภควิตามินเอ เพื่อช่วยรักษาสภาพผิว หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งมีกรดแกมมาไลโนเลอิก ที่ช่วยรักษาสมดุล ของฮอร์โมนได้ แต่อย่าลืม เรื่องของเนื้องอกที่กล่าวถึง ไปก่อนหน้านี้นะคะ
หิวบ่อย
คือ จะรับประทานมากกว่าปกติ อยากอาหารหวานจัด เช่น เค้ก หรือ ช๊อกโกแลต อาหารเค็ม เช่น พิซซ่า หรือ พวกถั่วอบเกลือ และมีอาการเวียนศีรษะบ่อย ๆ
สาเหตุของอาการ หิวบ่อย เกิดจากการที่สารเซโรโทนิน ลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงก่อนมีรอบเดือน ทำให้ต้องการ คาร์โบไฮเดรต มากกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายใช้ของหวาน ไปเพิ่มสารนี้ จึงควรควบคุมโภชนาการให้ถูกต้อง และหากิจกรรมอื่น ทำบ้าง จะได้ไม่คิดถึง แต่เรื่องกินตลอดเวลา หรือไม่ก็รับประทาน เป็นผลไม้แทน
บางคนอาจมีอาการรวมกันมากกว่า 1 กลุ่ม ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกติ และหากพบว่าตนเอง มีอาการอยู่ในกลุ่มใด ก็บำบัดให้ถูกต้อง จะไม่ได้ต้องทรมานกันทุก เดือน แต่อาการเหล่านี้ เป็นอาการเพียงชั่วคราว หากคนรอบข้างเข้าใจ ให้กำลังใจ เชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนคงผ่านช่วงเวลาดังกล่าว ไปได้ไม่ยากเลยค่ะ
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ผู้หญิง มีอาการก่อนมีประจำเดือนนั้น ยังไม่ได้ผลสรุปที่แน่ชัดว่า เป็นเพราะเหตุใด ผลการวิจัยบางแห่ง สรุปว่า เป็นความไม่สมดุลของฮอร์โมน โพรเจสเตอโรน และเอสโตรเจน บางแห่งว่าเป็น เพราะ ความไม่สมดุลของ ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน และ โพรแลกติน บางแห่งว่า เป็นเพราะความไม่สมดุลของ Calcium และ Magnesium บางแห่งก็ว่าเป็น เพราะสภาพจิตใจ หรือแม้แต่อาจเป็น เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางรายมีลักษณะ อาการคล้ายกับ PMS และ PMDD แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ อาจเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเพศก็เป็นได้ ดังนั้น
วิธีที่ดีที่สุด คือ หากคุณมีอาการดังที่กล่าวมานี้ อย่าเพิ่งกังวลเกินกว่าเหตุ และควรเริ่ม เขียนบันทึกประจำวัน เพราะวิธีนี้ จะทำให้คุณ สามารถสังเกต พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ของคุณว่าเกี่ยวข้อง กับการมีประจำเดือน หรือไม่ หากใช่ก็ควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจ และรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง นอกจากนี้ ควรบอกกล่าว คนใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิด ความเข้าใจผิด แต่หากผลการสังเกตพบว่า คุณมีอาการเหล่านี้ตลอดเวลา หรือไม่เกี่ยวกับ การมีประจำเดือน ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะนี่อาจไม่ใช่อาการของโรค PMS หรือ PMDD ก็เป็นได้ |
|
|
|
|
|
|
| |
|