|
ตอนนี้คนกินอาหารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายมีมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มมากเกินไป กินผักผลไม้น้อย เกินไป และเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้ไขมันสะสมในร่างกาย และอุดตันตามหลอดเลือด เป็นที่มาของโรคร้ายหลาย ๆ โรค หนึ่งในนั้นคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด
มาดูกันว่า อาหารสำหรับคนที่มีแนวโน้ม จะเป็นโรคหัวใจ และคนที่เป็นโรคนี้ซะแล้ว มีอะไรกันบ้าง
อาหารที่ควรกิน ก็คือ อาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง ยำ อบ โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ใส่กะทิ เช่น แกงจืด แกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ น้ำพริกผักจิ้ม เพราะช่วยใน การขับถ่าย แถมใยอาหารที่ได้รับยังดูดซับไขมัน น้ำตาล และสารก่อมะเร็งออกจากร่างกายอีกด้วย
หันมาทานปลาแทนการกินเนื้อสัตว์ เช่น ปลาทูน่า ปลาทู ปลาโอ ปลาซาบะ ซึ่งมีโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมัน ที่ช่วยให้ระดับ ของไตรกลีเซอไรด์ลดลง และทำให้ความเสี่ยงของการเสียชีวิต ด้วยหัวใจวายลดลงได้
หันมาทานผัก ผลไม้ เช่น แครอท กะหล่ำดอก บรอคโคลี แอปเปิล กล้วย และส้ม เพิ่มขึ้นในทุก ๆ มื้อ โดยเน้นผลไม้ที่หลากหลาย และให้ได้ประมาณ 5-6 กำมือ หรือผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่งทุกวัน
นอกจากนี้ ยังควรทานธัญพืช รำข้าว และเมล็ดพืช ที่ไม่ผ่านการขัดสี เพราะเป็นธัญพืชที่มีเส้นใยอาหารที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจลงได้ ดังนั้นควรเลือกกินข้าวกล้อง แทนข้าวขาว และเลือกกินซีเรียลที่มีเส้นใยสูง รวมทั้งหันมาทานพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลันเตา และถั่วแขกเมล็ดแดง และเหลือง
ส่วนอาหารที่ไม่ควรกิน ก็คือ อาหารจำพวกผัดและทอด ไม่กินอาหารรสเค็ม คือกินเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา น้ำปลาไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา ไม่กินเนย เนยเทียม หากจำเป็นต้องใช้ไขมัน ต้องเลือกใช้น้ำมันที่มีปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา
จากการวิจัยการกินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าการกินซี่โครงหมูที่มีเนื้อติด ชีสทอด ขนมปังกรอบ ช่วยส่งเสริม ให้เกิดโรคหลอดเลือด และหัวใจ
ถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่า การปรับเปลี่ยนวิถีการกินนั้นเป็นการแก้ปัญหา และการป้องกัน โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง อาหารประเภทไหนควรกินให้มากขึ้น และอาหารแบบไหนไม่ควรกิน หรือกินในปริมาณน้อย ๆ ต้องพิจารณาเป็นอย่างดี อย่าตามใจปากมากเกินไป
ในส่วนของการออกกำลังกาย สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจนั้น คุณหมอแนะนำให้ออกกำลังกายเบา ๆ เท่านั้น เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ ขี่จักรยาน หรือยกน้ำหนักเบา ๆ ก่อนออกกำลังกาย ต้องอบอุ่นร่างกายโดยใช้เวลา 10-15 นาที โดยออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ วันละประมาณ 30 นาที แต่ต้องระวัง หากรู้สึกอึดอัด มีอาการแน่น ปวดเจ็บ ตึง หรือ ร้าว บริเวณส่วนบนของร่างกาย มึนหัว เวียนหัว เป็นลม คลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยหอบ หรือหลังออกกำลังกาย แล้วยังรู้สึกเหนื่อย หรือเพลียทั้งวัน ต้องรีบไปพบหมอทันที
ที่ต้องระวังคือ อย่าออกกำลังกายขณะท้องว่าง เวลาที่เหมาะสมคือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และควรออกกำลังกายในร่ม หากอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด อย่ากลั้นหายใจขณะออกกำลังกาย ให้หายใจปกติ การหายใจไม่ควรติดขัด และควรจะพูดคุยได้ ไม่เหนื่อยหอบ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไป ที่สำคัญควรมีเพื่อนร่วมออกกำลังกายด้วย ที่สำคัญอีกอย่างคือ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำ 1 แก้วก่อน ออกกำลังกาย แค่นี้ร่างกายก็จะกลับมาแข็งแรง แบบเดิมได้แล้ว |