Bright Lives
Bright Lives > อาหาร เครื่องดื่ม iRecommend | หัวข้อสนทนา | ข้อมูลคำถามและคำตอบ
  หน้าหลัก
  รถยนต์
  ความงาม
  คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท
  แฟชั่น
  บริการธุรกิจ
  กีฬา ฟิตเนส
  อาหาร เครื่องดื่ม
  สุขภาพ
  ดูดวงชะตา
  งานอดิเรก ไลฟ์สไตล์
  หาเพื่อน ความรัก
  สัตว์เลี้ยง

  88DB.com
  หัวข้อสนทนา Forum หัวข้อสนทนา
  ข้อมูลคำถามและคำตอบ Knowledge ข้อมูลคำถามและคำตอบ

Editorial:
ติดต่อลงเรื่องราว บริการของคุณผ่าน Bright Lives กรุณาส่งอีเมล์มาที่ editor@88db.co.th ทีมงานจะติดต่อกลับ ท่านอีกครั้ง

 
“อาหารฟังก์ชัน” เทรนด์ฮิปที่ต้องรู้เท่าทัน
คำเกี่ยวข้องที่ใช้ค้นหา:   อาหาร    อาหารเสริม    วิตามิน    สุขภาพ    บำรุง

“อาหารฟังก์ชัน” เทรนด์ฮิปที่ต้องรู้เท่าทัน

ระยะนี้ คำว่า “อาหารฟังก์ชัน” มักจะลอยมาเข้าหู อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากบุคคลกลุ่มที่นิยมเทรนด์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่า อาหารฟังก์ชัน หรือ Functional Food คืออะไร และบางคน อาจจะกำลังสนใจ จะลองเลือกรับประทาน

หากสังเกตความเคลื่อนไหวของสังคมในระยะนี้ ไม่ว่าจะเปิดโทรทัศน์ ท่องโลกไซเบอร์ ผ่านโครงข่าย อินเทอร์เน็ต หรือเปิดแมกกาซีนต่างๆ มักจะต้องได้รู้ ได้เห็น ถึงกระแสรักสุขภาพแบบต่างๆ ทั้งการบำรุง ซ่อมเสริม แก้ไข ป้องกัน และรักษา วัฒนธรรมการกิน อาหารสุขภาพแบบต่างๆ ค่อนข้างเป็นที่นิยม และเป็นความนิยมที่ต่อเนื่อง นับตั้งแต่อาหาร แบบแมกโครไบโอติก อาหารแบบ เกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดสารพิษ พวกวิตามิน อาหารเสริมต่างๆ ล่าสุด ความนิยม ได้มาหยุดอยู่ตรงเทรนด์ของ Functional Food

กัญชลี ทิมาภรณ์ หัวหน้าฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารฟังก์ชัน ว่า อาหารฟังก์ชัน คือ อาหารเฉพาะทาง ลักษณะการกินอาหารฟังก์ชัน เป็นการกินเพื่อบำรุงร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง อาหารฟังก์ชัน เป็นเทรนด์ที่ถือว่าไม่ใหม่มาก เพราะเข้ามาในเมืองไทยได้ราวห้าปีแล้ว แต่ในช่วงแรกที่เข้ามายังไม่เป็นที่รู้จัก และไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากเท่าใดนัก

และเมื่อสอบถามถึงเส้นทางการเข้ามา ของเทรนด์อาหารแนวนี้นั้น โภชนากรคนเก่งแห่งโรงพยาบาลพระรามเก้า ก็อธิบายตามแนวคิดของตัวเธอเองว่า เทรนด์น่าจะเริ่มจากฝั่งตะวันตก ทั้งในทวีปยุโรป และจากอเมริกา โดยคิดว่าน่าจะฮิตกัน ในหมู่นักกีฬา และผู้นิยมการออกกำลังกาย ที่มักจะกินโปรตีนสกัด เพื่อช่วยในการเพิ่มกล้ามเนื้อ

“ส่วนความนิยมในประเทศไทย ตอนแรกที่อาหารฟังก์ชันเริ่มเข้ามานั้น แนวค่อนข้างจะโน้มไปทางด้านอาหารเสริม หรืออาหารบำรุงจำพวกซุปไก่สกัด หรือรังนกบรรจุขวด ซึ่งก็มีการโฆษณาว่าบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูสุขภาพ ส่วนอีกกลุ่มที่นิยม ก็คือนิยมตามฝรั่ง คือนิยมกินอาหารฟังก์ชั่น เพื่อให้มีกล้ามในหมู่ผู้ออกกำลังกาย คือมาจากความขี้เกียจ อยากมีกล้าม อยากหุ่นดี อยากมีซิกซ์แพก แต่ขี้เกียจรอ ไม่อยากใช้เวลา ไม่อยากลงทุนออกกำลังกาย จึงเลือกที่จะกินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้อเลยทีเดียว แบบไม่ต้องลงทุนลงแรง”

“ส่วนเทรนด์อาหารฟังก์ชันตอนนี้มันพัฒนาขึ้นมาอีก step หนึ่ง คือ จากที่กินอาหารฟังก์ชันเพื่อบำรุงร่างกาย ก็เพิ่มมาเป็น บำรุงร่างกายส่วนไหน ฟังก์ชันอะไร เดี๋ยวนี้เราจะเห็นมากขึ้น อย่างพวกเครื่องดื่มเบอรี่สกัด ที่มีการโฆษณาว่า ช่วยบำรุงสายตา พรุนสกัดช่วยระบายท้อง หรือพวกโปรตีนSOYที่โฆษณาว่าช่วยบำรุงสมอง คือมีการเจาะเฉพาะส่วน ว่าบำรุงระบบการทำงานฟังก์ชันไหน หรืออวัยวะใดของร่างกาย”

กัญชลี อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า มีความเข้าใจของคนทั่วไปจำนวนไม่น้อย ที่มองว่าอาหารฟังก์ชันเป็นยา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เสียทีเดียว อาหารฟังก์ชันไม่เชิงเป็นยา แต่คุณสมบัติภายในอาหารนั้นๆ จะช่วยเสริม จุดด้อยเฉพาะจุด ที่ในปัจจุบันนี้เริ่มจะขยายขอบข่ายจากบำรุงสุขภาพเฉพาะจุด โดยเพิ่มฟังก์ชั่นการบำรุงสุขภาพ ด้านความสวยความงามเข้าไปด้วย

“ก่อนหน้านี้ เราจะเห็นฟังก์ชันแนลฟูดในรูปของการสกัดมาจากวัตถุธรรมชาติ เช่น จากผลพรุน จากผลเบอรี หรือโอเมก้าสามจากปลาทะเล แต่ระยะหลังจะเริ่มเห็น อาหารฟังก์ชันที่เป็นเคมิคอล อย่างพวกคอลลาเจน ที่โฆษณาว่า กินแล้วหน้าตึง กินแล้วจะไม่มีรอยเหี่ยวย่น หรือผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอน ที่บอกว่ากินแล้วผิวจะขาวขึ้น ซึ่งอาหารฟังก์ชั่นที่สกัดจากเคมี ค่อนข้างอันตรายกว่าที่สกัดจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ”

โภชนากรหญิงรายนี้ ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่เลือกดูแลสุขภาพ ด้วยการกินอาหารฟังก์ชัน มักจะซื้อกินเองโดยไม่ขอคำปรึกษาจากแพทย์

“อย่างเบอรีสกัด กินมากเกินไป ก็อาจจะต้องดูแลเรื่องน้ำตาล อย่างพรุนก็ถ้ากินมากไป ก็อาจจะถ่ายท้องมากกว่าปกติ ซึ่งไม่อันตรายมากนัก แต่หากเป็นอาหารฟังก์ชันที่สกัดจากเคมี ถ้าหากกินมากๆ ก็อาจจะเกิดการสะสมสารเคมีในร่างกาย และอาจเป็นอันตรายในระยะยาวได้”

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาหารฟังก์ชันไม่ดีนะคะ มันจะได้ผลมากในกรณีที่ร่างกายต้องการการบำรุง เช่น ผู้ที่พักฟื้นหลังผ่าตัด หรือผู้ที่มีความสะเทือนใจมากๆ เกิดภาวะเครียด เช่น อาจจะมีปัญหา เลิกกับแฟน ญาติเสีย แล้วร่างกายเรา shut down ไปเลย กินไม่ได้นอนไม่หลับ กินไม่ลง อันนี้อาหารฟังก์ชันจะช่วยได้มาก หรือตอนนี้ที่นิยมกันในหมู่ผู้สูงอายุวัยสี่สิบขึ้นไป ก็คือ ฟังก์ชันแนลฟูดที่กินแล้วช่วยให้น้ำในข้อมากขึ้น กรณีนี้กินเพื่อลดอาการปวดข้อ จากอาการข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ ช่วยได้มาก แต่ก็ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์”

สุดท้ายเธอได้ฝากคำแนะนำไปถึง ผู้ที่นิยมกินฟังก์ชันแนลฟูดว่า สิ่งที่ควรทำก่อนจะตัดสินใจกินนั้น คือควรต้องปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักโภชนากรหรืออย่างน้อยที่สุด ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีฉลากระบุส่วนประกอบ และคำแนะนำการกินให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของตนเอง เพราะไม่เช่นนั้นอาหารที่เชื่อว่า จะดีต่อร่างกาย อาจจะกลายเป็นโทษได้

“อาหารฟังก์ชัน” เทรนด์ฮิปที่ต้องรู้เท่าทัน

ด้านรศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายวิทยาการอาหาร และโภชนาการ สำนักวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารฟังก์ชันว่า คือ อาหารที่กินเข้าไป เพื่อตอบสนองสถานภาพใดสถานภาพหนึ่งซึ่งไม่ใช่สภาพปกติ เป็นสถานภาพเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ เช่น สถานภาพหญิงตั้งครรภ์ ที่มีความต้องการแคลเซียม หรือธาตุเหล็กมากกว่าปกติ เพื่อตอบสนองสภาพสรีระที่ต่างออกไป

“แต่ตามความคิดของผม พวกซุปไก่สกัดหรือรังนกสำเร็จรูปใส่ขวดที่ขายๆ กันมันไม่น่าจะใช่อาหารฟังก์ชัน ในเชิงวิชาการแล้ว มันน่าจะถูกจัดอยู่ในประเภทเครื่องดื่มมากกว่า เพราะตามหลักวิชาการอาหารฟังก์ชัน ต้องมีผลวิจัยทางวิชาการ ว่ากินแล้วจะช่วยด้านไหน บำรุงอะไร แต่พวกนี้ไม่ค่อยมีผลวิจัย หรือถ้ามีก็ไม่เป็นที่ยอมรับ ในระดับมาตรฐาน”

“การจำกัดความและความหมายของฟังก์ชันแนลฟูดนั้น ยังไม่แน่ชัด เนื่องจากในแต่ละประเทศ มีบริบท ของฟังก์ชันแนลฟูด ไม่เหมือนกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ของใหม่นะครับ จีนก็มีมานานแล้ว จะเห็นได้ว่า เขาจะมีอาหาร สำหรับคนท้อง หรืออาหารบำรุงคนป่วย ไทยเองก็ไม่ใช่ไม่มี ภูมิปัญญาไทยแท้ๆ นี่ก็ใช่ฟังก์ชันแนลฟูด อย่างเวลาคนท้อง เราจะให้กินปลาเล็กปลาน้อย อันนี้ก็ใช่ เพราะกินแล้วได้แคลเซียม และมีผลวิจัยทางวิชาการชัดเจนด้วย แต่ของพวกนี้ หมายถึง อาหารบำรุงคนท้องอย่างปลาเล็กปลาน้อย นี่มันเพิ่มมูลค่าไม่ได้ เพราะเป็นอาหารที่กินกันทุกบ้าน ไม่ใช่ของแปลกใหม่ มันทำกำไรไม่ได้ ก็เลยไม่เป็นที่นิยมในเชิงธุรกิจ”

รศ.ดร.แก้ว ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ในประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจดีๆ จะมีหน่วยงานวิจัย เรื่องอาหารฟังก์ชั่น กันเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ต้องวิจัยผลิตอาหารเพื่อนักกีฬาอย่างเหมาะสม เช่น อาหารที่เข้าไปทำงานด้านฟังก์ชั่นกล้ามเนื้อ ให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง หรืออาหารที่ให้พลังงานสูง อย่างแครกเกอร์พิเศษ สำหรับนักกีฬา ที่จะให้คนเหล่านี้มีแรง พวกนี้ไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ใช้หมด แต่หากเป็นคนธรรมดา ที่มีสภาพร่างกายปกติ ก็ไม่มีความจำเป็น จะต้องกินอาหารฟังก์ชั่นเหล่านี้แต่อย่างใด ซึ่งกว่าจะวิจัยออกมา เป็นอาหารฟังก์ชันนั้นๆ จำเป็นต้องใช้ทีมวิจัย งบประมาณ และองค์ความรู้รวมถึงระยะเวลาในการวิจัยไม่น้อย ดังนั้น สูตรอาหารเหล่านี้ มักจะเป็นความลับพอสมควร ส่วนผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า เป็นอาหารฟังก์ชั่นของประเทศไทย โดยส่วนตัวคิดว่า ยังต้องใช้เวลาในการทดลองวิจัยเชิงวิชาการ และวิทยาศาสตร์อีกมาก

“คิดว่าคนที่คิดจะเลือกกินอาหารฟังก์ชัน ต้องดูให้ดีว่าผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันที่อยากจะกินนั้น มีผลวิจัยพิสูจน์ และรับรองทางวิชาการ ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ฝากเตือนไปถึงผู้บริโภคด้วยว่า ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องของกระบวนการทางธุรกิจไปแล้ว มีการโฆษณา มีการแนะนำสรรพคุณ ผลิตภัณฑ์ก็มีราคาแพง และส่วนมากก็มุ่งแต่ขายเอากำไร ไม่ได้มองในเชิงของประโยชน์ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อาหารบำรุงไม่ใช่เมืองไทยไม่มี และมีมานานแล้ว เป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ สิ่งที่ดีที่สุด คือ การกินอาหารให้ครบห้าหมู่ อย่างไรก็ตาม อาหารสด สุกใหม่ ครบห้าหมู่ที่ร่างกายต้องการ คือ สิ่งที่ดีที่สุดครับ” หัวหน้าฝ่ายวิทยาการอาหาร และโภชนาการ สำนักวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวทิ้งท้าย



ขอขอบคุณที่มาของเนื้อหา ผู้จัดการออนไลน์

บริการด้านอาหาร เครื่องดื่มทั้งหมด .. คลิกที่นี่
 
  • น้ำข้าวกล้องงอก
  • เพาะ "ข้าวกล้องงอก" ทานเอง
  • 7 สุดยอดอาหารสำหรับผู้หญิง
  • การเลือกซื้อ อาหารหน้าร้อน
  • กินก๋วยเตี๋ยวแบบมืออาชีพ
  • ดาบ 2 คม กับน้ำผลไม้
  •  
    iRecommend | หัวข้อสนทนา | ข้อมูลคำถามและคำตอบ

    ฝ่ายบริการลูกค้า 88DB :(02) 612 8888 / CS@88DB.co.th
    88DB อินเตอร์เนชั่นแนล: จีน | ฮ่องกง | อินโดนีเซีย | มาเลเซีย | ฟิลิปปินส์ | สิงคโปร์ | ประเทศไทย
    COPYRIGHT© 1998-2007, Jobs DB Inc. ALL RIGHTS RESERVED.
    Bright Lives