Editorial:
ติดต่อลงเรื่องราว บริการของคุณผ่าน Bright Lives กรุณาส่งอีเมล์มาที่ ทีมงานจะติดต่อกลับ ท่านอีกครั้ง |
|
|
|
| คำเกี่ยวข้องที่ใช้ค้นหา: พนักงาน ทำงาน องค์กร เลิกจ้าง ผู้บริหาร บริษัท |
วันก่อนผมไปงานแต่งงาน ของรุ่นน้องคนหนึ่ง ในขณะที่กำลังรวมกลุ่มพูดคุยกับเพื่อนๆ และรุ่นน้องบางคน ที่ไม่เจอกันนาน นอกจากการทักทายกันตามประสาแล้ว ยังมีการถกกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และผลกระทบ ต่างๆ รวมไปถึงข่าวคราวการเลิกจ้างที่มีให้เห็นเนืองๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วจู่ๆ ก็มีรุ่นน้องคนหนึ่ง ถามขึ้นมาว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ตนเองจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ อาจจะถูกให้ออก (จากงาน) กับเค้าด้วยหรือเปล่า ?
ผมว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่จี้ถูกจุดใครหลายๆ คน เพราะด้วยสภาวะการณ์เช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อย คงกำลังวิตกกังวล กับเศรษฐกิจในต่างประเทศ และผลกระทบที่มาถึงเมืองไทย อันเป็นสาเหตุใหญ่ที่นำไปสู่การเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น
เพื่อนผม ที่อยู่ในระดับผู้บริหารหลายคน ร่วมกันทำการวิเคราะห์ และสรุปออกมาในแง่มุมของนายจ้างว่า ถ้าเขาจะต้องเลิกจ้าง ใครสักคนในองค์กร เขาจะทำอะไรบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าบางอย่าง ก็พอเอามาเป็นลางบอกเหตุได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญ ที่สุดสำหรับทุกองค์กร คือ การทำให้แน่ใจว่า คนที่กำลังจะถูกให้ออกจากองค์กร จะไม่ทำลายข้อมูล หรือนำความลับ ขององค์กรไปหา ประโยชน์ต่อไป ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องทำ คือการเก็บข้อมูล และความลับทุกอย่าง ให้พ้นมือพนักงาน ที่หมายตาไว้ โดยอาจจะเริ่มจากการ โยกย้ายพนักงานคนดังกล่าว ออกจากงานที่ต้องเกี่ยวข้อง กับข้อมูลที่สำคัญๆ ดังนั้นในฐานะพนักงาน ถ้าคุณถูกโยกย้ายแบบ ไม่มีปี่มีขลุ่ย คงต้องเริ่มสงสัยบางสิ่งบางอย่าง ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว
นอกจาก เรื่องการโยกย้ายสับเปลี่ยน ยังมีเรื่องของโครงการ หรือประเด็นที่เป็นความลับขององค์กร ซึ่งโดยส่วนมาก เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล ในการประชุมที่สำคัญๆ เหล่านี้ จึงมีแต่บุคคลที่สำคัญ และจำเป็นเท่านั้น แม้หลายคน จะไม่ชอบการประชุม โดยเฉพาะการประชุมที่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นอะไรที่เสียเวลาในการทำงานเป็นที่สุด แต่ถ้าคุณถูกกัน ออกจากการประชุม ที่คุณเคยต้องเข้าเสมอ หรือถูกกีดกันจากการเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องบางเรื่องที่ปกติคุณต้องเป็น หนึ่งในทีมแก้ไขด้วยแล้วล่ะก็ คงจะเป็นสัญญาณอีกอย่างหนึ่ง ที่จะสามารถบอกคุณได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
แม้สองประเด็นนี้จะเป็นเรื่องของความลับ ที่องค์กรพยายามที่จะป้องกันไว้ แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องจับตามอง เพิ่มเติมอีกด้วย เช่น การติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ในระดับสูงกว่า หากโดยปกติคุณสามารถติดต่อได้ในทันที หรือถ้าเขาไม่อยู่ ก็ติดต่อกลับมาทันที ที่ได้รับข้อความจากคุณ แต่ถ้าการติดต่อสื่อสาร ที่โดยส่วนมากจะเป็นไปได้ง่ายๆ นั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาเสมอ โทรศัพท์ไปหากี่ครั้งก็ติดประชุม หรือไม่ก็ไม่อยู่ในออฟฟิศ และกว่าจะติดต่อกลับมา ก็ใช้เวลานานมาก ส่งอีเมล์ไปก็รอแล้วรอเล่ากว่าจะตอบกลับมา หรือบางทีไม่ตอบเสียเฉยๆ แบบนี้ก็ชักน่าสงสัยแล้ว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณที่น้อยลง โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายหน่วยงาน เริ่มทำงบประมาณประจำปี 2552 ซึ่งเข้าใจได้ว่าปีหน้า คงเป็นปีเผาจริงอย่างที่ใครๆ เขาพูดกัน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า งบประมาณของหลายๆ หน่วยงานจะถูกตัดทอน แต่การที่จะดูว่ามันมีนัยอะไรหรือไม่ คงต้องมาดูสัดส่วนของอัตราการถูกตัด ถ้าหน่วยงานของคุณ ไม่ได้ทำงบประมาณที่มากเกินความจำเป็นแล้ว แต่กลับถูกตัดงบประมาณมากกว่าหน่วยงานอื่น มันคงเป็นอะไรที่อาจจะต้องคิด นิดหนึ่ง ถึงอนาคตของหน่วยงาน ว่าจะถูกยุบ หรือไม่
นอกจากนั้นแม้เรื่องราวการเลิกจ้าง จะเป็นหัวข้อ “ลับสุดยอด” ในทุกๆ องค์กร แต่การเลิกจ้าง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องให้คนสำคัญๆ จำนวนหนึ่ง เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเมื่อคนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น การควบคุมก็เป็นไปด้วย ความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ องค์กร ก็คือ “ข่าวลือ” ที่มักจะมีมูลความจริงเจือปน ดังนั้นหากระยะหลังๆ มีข่าวลือหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ในทางที่ไม่ค่อยเป็นมงคล เกี่ยวกับตัวคุณ หรือหน่วยงานของคุณ … นี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่ง ลางบอกเหตุให้กับคุณได้ หมั่นเช็กข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะหลายๆ ครั้ง ข่าวลือ ก็เป็นข่าวจริง ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้การถูกเลิกจ้าง อาจจะมีเค้าลางบ้าง แต่ในหลายๆ องค์กร ความลับเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ก็ถูกเก็บไว้ได้เป็นอย่างดี ยากที่จะหยั่งรู้ได้ และหลายครั้งที่การเอาคนออก มักปฏิบัติการแบบจู่โจมไม่ให้รู้ตัว และต้องพยายามเผด็จศึกให้จบเร็วพลัน
ผมขอยกตัวอย่างองค์กรแห่งหนึ่งในต่างประเทศ เขามีวิธีการไล่คนออก แบบสายฟ้าแลบมากๆ วิธีการ ของเขาก็คือ ในตอนเช้าวันหนึ่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคล จะเรียกกลุ่มบุคคล ที่เป็นเป้าหมาย มารวมตัวกันในห้องประชุม เมื่อทุกคนไปถึงครบ คนเหล่านี้ จะได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ที่แจ้งถึงการเลิกจ้าง โดยจะบอกว่า วันนี้เป็นวันสุดท้าย ที่คุณจะทำงานที่นี่ หลังจากนั้น เขาก็เชิญอาจารย์จากข้างนอก มาสอนวิธีการเขียนใบสมัครงาน และใบประวัติการทำงาน ของตนเอง
ในตอนเที่ยง องค์กรจะเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงานกลุ่มนี้ ส่วนตอนบ่ายจะมีการอบรมต่อ ในเรื่องของการ สัมภาษณ์งาน จากนั้นก่อนเวลาเลิกงาน 1 ชั่วโมง พนักงาน แต่ละคนจะได้รับอนุญาต ให้กลับไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง เพื่อเก็บของใช้ส่วนตัว โดยแต่ละคน จะมีพนักงานขององค์กร คอยติดตามตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ได้นำอะไร ที่เป็นขององค์กร กลับบ้านไปด้วย
นอกจากนี้พนักงานที่ ติดตามยังมีหน้าที่ ที่จะต้องขับรถ ไปส่งพนักงาน ที่ถูกเลิกจ้างให้ถึงบ้าน ทั้งนี้เพราะองค์กร เกรงว่ากลุ่ม พนักงานเหล่านั้น อาจทำอะไรที่ไม่คาดฝัน ตราบที่พนักงานกลุ่มนี้ ยังไม่ถึงบ้าน เขาถือว่า พนักงานเหล่านั้น ยังอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์กรอยู่
เพราะ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า มันไม่แน่เสมอไป ว่าคุณจะมีโอกาสระแคะระคายได้ว่า คุณเป็นหนึ่ง ในคน ที่กำลังจะถูก ให้ออก หรือไม่ แม้มันอาจจะมีวี่แววบ้าง แต่ก็เอาแน่ไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือทุกองค์กรไม่อยากเสียคนที่ทำงานดี มีทัศนคติถูกต้อง ไปจากองค์กร
ดังนั้นแทนที่จะกังวลว่าเราจะถูก เลิกจ้างไหม ผมว่าเราเอาเวลาไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตนเอง มีคุณค่าเป็นที่ น่าปรารถนา ไม่ให้ถูกเลิกจ้าง น่าจะดีและมีประโยชน์มากกว่า…คุณว่าไหม ? |
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
| |
|